ก่อนจะเข้าครึ่งปีหลัง 2569 มีคน 3 ปีนักษัตรที่ต้องระมัดระวังให้ดีเพราะอาจเกิดเหตุที่ต้องรับมือ ซินแสเป็นหนึ่งแนะเคล็ดลับเสริมดวง
แม้ผ่านปี 2569 มากว่า 4 เดือนแล้ว แต่ก่อนจะเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ก็มีคน 3 ปีนักษัตรที่อาจจะดวงตก มีเรื่องต้องระมัดระวัง จะเป็นคนเกิดปีไหนบ้าง กระปุกดอทคอมของพาไปดูดวงพร้อมทริกเสริมดวงกับ ซินแสเป็นหนึ่ง เช็กเลยว่าต้องทำอย่างไร
ใครที่เกิดปี ชวด มะแม มะเส็ง หรืออาศัยอยู่ในบ้านที่มีเลข 4, 6 และ 7 (ไม่ว่าจะอยู่ตัวหน้า กลาง หรือหลัง) ก่อนครึ่งปีหลังที่กำลังจะมาถึงนี้ หลายตำราเตือนว่าเป็นปีที่แรงและต้องระวังเรื่องการสูญเสีย
เพื่อความสบายใจและเป็นการแก้เคล็ด หนุนดวงชะตาให้แคล้วคลาด แนะนำให้รีบทำ 3 สิ่งนี้เพื่อพลิกร้ายกลายเป็นดี
1. ทำบุญโลงศพต่ออายุ
เพื่อส่งพลังบุญให้ดวงวิญญาณไร้ญาติ และเจ้าหนี้ทางจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น
- ตอนทำให้อธิษฐานตั้งจิตว่า : "ข้าพเจ้าขอทำบุญและอุทิศกุศลนี้ ให้กับดวงวิญญาณที่อาจมีความขุ่นข้องหมองใจหรือเกลียดชังข้าพเจ้า ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน และจงไปเกิดในภพภูมิที่ดีงามด้วยเทอญ"
2. ถวายสังฆทานเวชภัณฑ์ (ยารักษาโรค)
เพื่อแก้เคล็ด ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ หรือปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่หาลางบอกเหตุไม่ได้
- ตอนถวายให้อธิษฐานตั้งจิตว่า : "ข้าพเจ้าขอถวายยารักษาโรคทั้งหมดนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม และขอให้อานิสงส์ผลบุญนี้ ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากโรคภัยที่มองไม่เห็น และอาการเจ็บป่วยทั้งสิ้นเทอญ"
3. ฝากดวงชะตากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน (เคล็ดลับสำคัญ !)
- วิธีทำ : ให้เตรียมกระดาษสีขาวล้วน (แบบไม่มีลายเส้นขีด) และใช้ปากกาหมึกสีน้ำเงิน เขียน ชื่อ-นามสกุล พร้อมวันเดือนปีเกิด ของคนในบ้านที่เข้าข่าย (คนที่อยู่บ้านเลขที่ 4, 6, 7 และคนที่เกิดปี ชวด แพะ มะเส็ง)
- ขั้นตอน : นำกระดาษแผ่นนี้ไปตั้งจิตอธิษฐาน แล้วสอดเก็บไว้ ใต้ฐานองค์พระประธาน หรือใต้ฐานองค์เทพที่เราเคารพบูชาอยู่ภายในบ้าน
- ตอนวางให้อธิษฐานว่า : "ข้าพเจ้าขอฝากรายชื่อเหล่านี้ไว้ใต้บารมีของท่าน ขอให้ทุกคนที่มีรายชื่อจงแคล้วคลาด ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง"
- ข้อควรจำ : วางฝากไว้แล้วให้ปล่อยลืมไปเลย ไม่ต้องไปหยิบหรือขยับอีก ปล่อยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านคุ้มครองยาว ๆ
แชร์เก็บไว้ หรือแท็กบอกคนในครอบครัวด่วนเลยค่ะ กันไว้ดีกว่าแก้ ทำครบ 3 ข้อนี้แล้วสบายใจ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดปีแน่นอนค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก Pernnueng Wongphudon





